รีวิว iPhone 6 (ไอโฟน 6)





รีวิว iPhone 6 (ไอโฟน 6)

 

าอยู่ในมือทีมงาน techmoblog เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ สมาร์ทโฟน ที่ได้ชื่อว่า เป็นรุ่นที่หลายๆ คนตั้งตารอคอยมากที่สุดรุ่นหนึ่ง อย่าง iPhone 6 (ไอโฟน 6) นั่นเอง ซึ่งในวันนี้ ทีมงานจะมา รีวิว iPhone 6 ให้ได้ชมกัน โดย iPhone 6 นั้น ได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2557 และได้ฤกษ์วางจำหน่ายในไทย เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมานั่นเอง โดยเคาะราคาเริ่มต้นที่ 24,900 บาท สำหรับความจุ 16 GB (ราคาเครื่องเปล่า Apple Store) ซึ่งตอนนี้ สามารถจับจองเป็นเจ้าของกันได้แล้ว ทั้งเครื่องศูนย์ไทย จากบรรดาโอเปอร์เรเตอร์ 3 ค่ายในไทย ที่มีโปรโมชันและแพ็กเกจในราคาสุดคุ้มมาให้เลือก หรือจะเลือกซื้อเครื่องเปล่าจาก Apple Online Store ก็สามารถสั่งซื้อได้แล้วเช่นกัน ส่วนราคา iPhone 6 เครื่องหิ้ว (เครื่องนอก) มาบุญครอง มีราคาถูกกว่า เครื่องศูนย์ เล็กน้อยครับ ถือว่า เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่มองหา iPhone 6 อยู่ในตอนนี้

สเปค iPhone 6

- จอแสดงผลกว้าง 4.7 นิ้ว แบบ Retina HD IPS LCD (LED-Backlit) Capacitive Touchscreen 16.7 ล้านสี ความละเอียด 1334 x 750 พิกเซล (326 ppi)
- ชิปเซ็ต Apple A8 Processor พร้อมเทคโนโลยีการประมวลผลแบบ 64-bit และหน่วยประมวลผล M8 motion coprocessor สำหรับการใช้งานเกี่ยวกับสุขภาพ และการออกกำลังกาย
- หน่วยความจำภายในตัวเครื่อง ขนาด 16 GB, 64 GB และ 128 GB ไม่รองรับ microSD Card
- กล้องด้านหน้า ความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซล (ขนาดภาพถ่าย 1280 x 960 พิกเซล) และรูรับแสงกว้างสูงสุด F/2.2
- กล้องด้านหลัง ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อม True Tone Flash, รูรับแสงกว้างสูงสุด F/2.2
- รันระบบปฏิบัติการ iOS 8
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Touch ID) บนปุ่ม Home บางเฉียบเพียง 170 ไมครอน พร้อมความละเอียดระดับ 500 ppi
- รองรับเทคโนโลยี NFC

 

รีวิว iPhone 6 : สัมผัสแรกในด้านดีไซน์ และการออกแบบ

สำหรับดีไซน์ของ iPhone 6 (ไอโฟน 6) นั้น ต้องบอกเลยว่า แตกต่างจาก iPhone 5S อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในเรื่องของความบาง ที่บางลงกว่าเดิมมากจริงๆ โดย iPhone 6 นั้น ขนาดหน้าจออยู่ที่ 4.7 นิ้ว ความละเอียด 1334 x 750 พิกเซล ซึ่งใหญ่กว่า iPhone 5S ที่มีขนาดหน้าจอที่ 4 นิ้ว นอกจากนี้ ขอบตัวเครื่องยังโค้งมนกว่าเดิมอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ความเห็นส่วนตัวหลังจากที่ได้ลองสัมผัส iPhone 6 เทียบกับ iPhone 5 ที่เคยใช้มา จริงๆ แล้ว ไม่ค่อยแตกต่างจากเดิมมากเท่าที่ควรครับ แม้ว่า ขนาดหน้าจอ iPhone 6 จะใหญ่ขึ้นกว่าเดิมก็จริง แต่เมื่อใช้งานไปได้สักพัก จะรู้สึกว่า คล้ายๆ ของเดิม ไม่ได้รู้สึกว่า หน้าจอใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมากแต่อย่างใด ฉะนั้น ถ้าผู้ที่เคยใช้ iPhone 5 หรือ iPhone 5S มาก่อน แล้วจะเปลี่ยนไปใช้ iPhone 6 แนะนำเป็น iPhone 6 Plus จะดีกว่า เพราะความรู้สึกที่ได้สัมผัสทั้ง 2 รุ่นนี้ ต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จะดีกว่าเดิมแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวเป็นหลักด้วยครับ

ด้านบนของหน้าจอแสดงผล ประกอบด้วย ลำโพงสำหรับสนทนา, เซ็นเซอร์ และกล้องด้านหน้า ความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้างสูงสุด F/2.2 ส่วนด้านล่างของหน้าจอแสดงผล เป็นปุ่ม Home ที่มี เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Touch ID) ในตัว บางเฉียบเพียง 170 ไมครอน พร้อมความละเอียดระดับ 500 pp

ด้านขวาของตัวเครื่อง ประกอบด้วย ปุ่มเปิด-ปิด หรือล็อคหน้าจอแสดงผล ที่ย้ายจากด้านบน มาอยู่ด้านข้าง และถาดใส่ซิมการ์ดแบบ nanoSIM สามารถเปิดได้ด้วยเข็ม Pin ที่ให้มาในกล่อง ส่วนด้านซ้ายของตัวเครื่อง เป็นปุ่มล็อคการหมุนของหน้าจอ หรือ ปิดเสียง (แล้วแต่จะตั้งค่า) และปุ่มปรับระดับเสียง

ด้านบนของตัวเครื่อง ไม่มีปุ่มควบคุมการทำงาน ส่วนด้านล่างของตัวเครื่อง ประกอบด้วย ช่องหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร, ไมโครโฟน, พอร์ต Lightning Connector และลำโพงเสียง

มาดูด้านหลังของตัวเครื่องกันบ้างครับ จะเห็นได้ว่า ตัวเครื่องด้านหลัง เป็นอลูมิเนียมทั้งหมด ไม่มีขอบพลาสติกที่ด้านบนและด้านล่างอีกต่อไป แต่มีแถบสีเทาเข้ามาแทน ซึ่งส่วนนี้ น่าจะเป็นส่วนของเสาสัญญาณนั่นเอง

กล้องด้านหลัง ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อม True Tone Flash และรูรับแสงกว้างสูงสุด F/2.2 ซึ่งจะเห็นได้ว่า ตัวกล้องยื่นออกมาจากตัวเครื่องอย่างเห็นได้ชัด หลายๆ ท่านเกรงว่า ใช้ไปนานๆ จะเกิดรอยขีดข่วนที่ตัวเลนส์ แต่ปัญหานี้ แก้ไขได้ด้วยการใส่เคสครับ แต่ควรจะเลือกเคสที่มีความหนาสักเล็กน้อย เพื่อให้มีความนูนกว่า เลนส์กล้องที่ยื่นออกมานั่นเอง

ส่วนอุปกรณ์ที่มีให้ภายในกล่อง ได้แก่ สาย Lightning Cable, Adapter สำหรับชาร์จแบตเตอรี่แบบ 2 ขา และหูฟัง EarPods ส่วนเข็มสำหรับดันถาดซิมการ์ด (SIM Ejector) จะถูกเก็บอยู่ในซองใส่คู่มือการใช้งาน

เปรียบเทียบขนาดระหว่าง iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ครับ จะเห็นได้ว่า ต่างกันมากเลยทีเดียว โดย iPhone 6 Plus นั้น มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 5.5 นิ้ว ในขณะที่ iPhone 6 ขนาดหน้าจออยู่ที่ 4.7 นิ้วครับ อย่างไรก็ดี ถึงแม้ iPhone 6 Plus มาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่ดีกว่า แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงกว่าด้วยเช่นกัน

รีวิว iPhone 6 : อินเทอร์เฟส และการใช้งานเบื้องต้น

 

สำหรับ iPhone 6 (ไอโฟน 6) นั้น รันระบบปฏิบัติการ iOS 8 ตั้งแต่แกะกล่อง โดยการปลดล็อคหน้าจอนั้น สามารถทำได้ 2 รูปแบบด้วยกัน นั่นก็คือ การสแกนลายนิ้วมือ และการใส่รหัส Passcode นั่นเอง ถ้าหากผู้ใช้สแกนลายนิ้วมือไม่ผ่าน 3 ครั้ง สามารถใส่รหัส Passcode เพื่อปลดล็อคหน้าจอได้

 

 

สำหรับแอปพลิเคชันที่เพิ่มเข้ามาบน iOS 8 ก็คือ Health นั่นเองครับ โดยแอปพลิเคชัน Health นี้ เป็นแอปฯ ที่รวบรวมข้อมูลด้านสุขภาพทั้งหมด และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการออกกำลังกาย ไว้ในที่เดียว ซึ่งถือว่า มีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่รักสุขภาพครับ นอกจากนี้ ยังสามารถใช้งานควบคู่กับอุปกรณ์เสริม อย่างเช่น Smart Watch ได้อีกด้วย

Notification Center แถบแจ้งเตือนข้อมูลสำคัญ ซึ่งนอกจากจะแสดงสภาพอากาศในแต่ละวัน และสถานการณ์หุ้นแล้ว ยังสามารถแจ้งเตือนแอปพลิเคชันต่างๆ อย่างเช่น Facebook, LINE หรือ Instagram รวมไปถึงข้อความบน Messages อีกด้วย

Control Center แถบเมนูลัดควบคุมการทำงานต่างๆ เช่น เปิด-ปิด Airplane Mode, เปิด-ปิด Wi-Fi, Bluetooth, ล็อคการหมุนของหน้าจอ, ปรับความสว่างของหน้าจอ, ควบคุมการเล่นเพลง, เปิด-ปิดเสียง นอกจากนี้ ด้านล่างยังเป็นเมนูลัดเข้าแอปฯ ทั้งหมด 4 แอปฯ ด้วยกัน ได้แก่ ไฟฉาย, นาฬิกา, เครื่องคิดเลข และกล้องถ่ายรูป

 

การแตะเบาๆ ที่หน้าจอ และลากดึงจากบนลงล่าง จะเป็นการเข้าสู่เมนูการค้นหาครับ สามารถค้นหา แอปพลิเคชัน, รายชื่อผู้ติดต่อ, ข้อความ รวมไปถึงข้อมูลจากหน้าเว็บไซต์ได้

ส่วนการแตะที่ปุ่ม Home 2 ครั้ง จะเข้าสู่เมนู Multitasking สามารถเปลี่ยนไปใช้งานแอปฯ อื่นๆ ได้ หรือลบแอปฯ ที่ไม่ต้องการทิ้ง นอกจากนี้ ด้านบนยังเป็นการแสดงรายชื่อผู้ติดต่อ ที่เพิ่งติดต่อล่าสุดอีกด้วย

เนื่องจากขนาดหน้าจอใหญ่ขึ้น ทำให้การใช้งานด้วยมือเดียว ไม่สะดวกสบายเหมือนที่เคย ทำให้แอปเปิล ได้เปิดตัวฟีเจอร์ที่เรียกว่า Reachability ครับ โดยฟีเจอร์นี้ถือว่า เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ iPhone 6 และ iPhone 6 Plus สามารถใช้งานมือเดียวได้อย่างสบายๆ แม้ว่าหน้าจอจะมีขนาดใหญ่ขึ้นก็ตาม วิธีการใช้งานฟีเจอร์ Reachability ก็คือ ให้กดปุ่ม Home 2 ครั้ง หน้าจอทั้งหมดจะถูกย่อลงมาเหลือครึ่งเดียวครับ ทำให้สามารถใช้งานได้ด้วยมือเดียวนั่นเอง ซึ่งฟีเจอร์นี้ รองรับทั้งบนหน้า Homescreen รวมไปถึงแอปพลิเคชันต่างๆ อย่างเช่น อีเมล และ Safari อีกด้วย

รีวิว iPhone 6 : ทดสอบกล้องด้านหลัง ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล

 

รีวิว iPhone 6 : บทสรุปการใช้งาน

สำหรับรีวิว iPhone 6 (ไอโฟน 6) ที่ผ่านไปข้างต้นนั้น เป็นเพียงการทดสอบการใช้งานในเบื้องต้นเท่านั้น แต่จากการที่ทีมงาน techmoblog ได้ลองทดสอบใช้งาน iPhone 6 มาพอสมควร คงต้องบอกเลยว่า iPhone 6 รุ่นนี้ ถือว่า เป็นรุ่นที่มีการพัฒนาจาก iPhone 5S (ไอโฟน 5S) มากทีเดียวครับ โดยเฉพาะในเรื่องของการออกแบบ ที่ทำได้อย่างน่าประทับใจ ทั้งตัวเครื่องที่บางลง และหน้าจอที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ซึ่งคงจะถูกอกถูกใจ สาวกไอโฟน อย่างแน่นอน ส่วนคุณสมบัติที่หลายๆ คนคาดหวังเอาไว้ก่อนเปิดตัว เช่น ความละเอียดของกล้องดิจิตอลที่น่าจะมากกว่า 8 ล้านพิกเซล ก็คงต้องผิดหวังกันไป อย่างไรก็ดี ภาพถ่ายที่ได้ ถือว่า สามารถทำได้อย่างน่าประทับใจอีกเช่นกัน

หลายๆ คนที่กังวลในเรื่องของ ตัวเครื่องงอ ดังเช่นรีวิวจากต่างประเทศ คงตัดความกังวลในจุดนี้ออกไปได้เลยครับ เพราะถ้าหากใช้งานในลักษณะปกติ ไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้วที่ตัวเครื่องจะงอได้ง่ายขนาดนั้น เว้นเสียแต่ว่า ตั้งใจหรือจงใจที่จะงอเครื่องเอง เพราะจากการทดสอบใช้งานมา ก็ยังคงให้ความรู้สึกว่า iPhone 6 ยังคงมีดีไซน์การออกแบบที่แข็งแรงเหมือนเช่นเคย

สำหรับราคาของ iPhone 6 ในไทย เริ่มต้นที่ 24,900 บาท (ราคา Apple Store) แต่ถ้าหากซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจ จากบรรดาโอเปอร์เรเตอร์ในไทย ก็จะได้ราคาที่ถูกกว่าเล็กน้อย ซึ่งในเร็วๆ นี้ ทีมงาน techmoblog จะมีบทความ รีวิว iPhone 6 Plus ด้วย ติดตามกันได้ครับ

 

 

 

Tag : มือถือ,ราคามือถือ,เปรียบเทียบมือถือ,apple,iphone-6

ที่มา : techmoblog

จำนวนคนเข้าชม : 3,463 คน